แผนการลงทุน All-Weather Alpha Focus โดย คุณ Andrew Stotz (ลงทุนผ่าน Finnomena)

สรุปแผนการลงทุน All-Weather Alpha Focus (AWAF) วันที่ 27/10/64

รายละเอียดพอร์ตการลงทุน

เงินลงทุนแนะนำเริ่มต้น 2ล้านบาท

เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งต่อไป 100,000 บาท

Expected Return 8% ต่อปี ผลตอบแทนในระยะยาว 3-5 ปี


กรอบการลงทุน

Opportunistic หาโอกาสผ่านสินทรัพย์หลายประเภท อุตสาหกรรม ธีมการลงทุนต่างๆเพื่อสร้าง Alpha โดยใช้หลัก FVMR หากมองเห็นความน่าสนใจในธีมการลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนั้น

Global เน้นการลงทุนทั่วโลก ลด home bias จากการลงทุนในประเทศบ้านเกิดที่เรารู้จักมากกว่า และทำให้สามารถหาโอกาสการลงทุนได้กว้างกว่า

Long-term สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวยาว จากการลงทุนในหุ้น เนื่องจากในระยะยาว หุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์อื่น

Defensive พร้อมตั้งรับและตั้งเป้าหมายที่จะลดการขาดทุนให้มากที่สุดในช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำเช่น การย้ายไปลงทุนในกลุ่ม Defensive หรือพันธบัตรและทองคำ


จุดมุ่งหมายในการลงทุน

1.มุ่งสร้างผลตอนแทนเทียบความเสี่ยงให้สูงที่สุด เน้นสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ระยะยาวทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงของตลาดหุ้น ผ่านกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในสินทรัพย์หลากชนิดตามกลุ่มอุตสาหกรรม ภูมิภาคและธีมการลงทุนต่างๆ สามารถลงทุนระยะยาว โดยไม่ต้องคอยติดตามตลาด และลงทุนในกลยุทธ์ที่มีการวิจัยและทดสอบย้อนหลัง

2.มีแผนและวินัยการลงทุนที่ชัดเจน ผ่าน FVMR Framework

FVMR Framework

Fundamental : ปัจจัยพื้นฐาน เช่นการเติบโตของกำไร ลงทุนในบริษัทที่มีการบริหารที่ดีและมีการเติบโต

Valuation : ลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง 

Momentum : มองหาการลงทุนที่มี positive earning momentum และมีแนวโน้มราคาในเชิงบวก ไม่งั้นจะเกิด value traps (ถูกแล้วถูกเลย) 

Risk : เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงด้านกำไรและการเงินต่ำ มีมูลค่าเติบโตต่อเนื่อง ไม่ผันผวน

มีหุ้นโลกเป็นแกนหลัก 25% และมีการปรับสัดส่วนเชิงรับและเชิงรุกจากแกนหลักเพื่อเพิ่ม Alpha ให้พอร์ต

3.ลงทุนทั่วโลก หาโอกาส ถือระยะยาวพร้อมการลงทุนแบบตั้งรับ

Global เป็นการลดความเสี่ยงจากการเกิด Home Bias และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเช่น การกระจุกตัวในอุตสาหกรรม ความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงจากการสกุลเงินท้องถิ่น และความเสี่ยงด้านการเมือง

Oppotunity

  • Asset Class ถ้าหุ้นโลกมีมูลค่าสูงเกินไป สามารถหาโอกาสในสินทรัพย์อื่น
  • Sector ถ้าราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น จะปรับสัดส่วนไปยังสินค้าโภคภัณฑ์และกลุ่มพลังงาน
  • Region มองตลาดเกิดใหม่และประเทศจีนที่มีความน่าสนใจ
  • Theme เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงเงินเฟ้อเป็นขาขึ้น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์

Long Term เน้นการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์หลักคือหุ้น เนื่องจากหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว และปรับสัดส่วนเป็นเชิงรับ เช่นในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008, เพิ่มสัดส่วนในหุ้นจีนในปี 2013, แต่บางทีก็มีความผิดพลาดเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน Brexit และผลการเลือกตั้งสหรัฐในปี 2016 แต่ในการลงทุนระยะยาวความผิดในระยะสั้นสามารถแก้ไขได้

Defensive Alpha สามารถสร้างได้จากการลดความสูญเสียเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง ซึ่งใช้สินทรัพย์ เช่น ทองคำและปรับเข้ากลุ่ม defensive ปรับสัดส่วนเข้าภูมิภาคหรือ theme ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือความสัมพันธ์ต่ำในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง

4.Backtesting เพื่อสร้างกลยุทธ์

  • สัดส่วนการลงทุนแต่ละกองทุนอยู่ระหว่าง 1-25% และการปรับพอร์ตอาจจะเปลี่ยนการถือสินทรัพย์ได้ถึง 70% ของพอร์ต
  • เลือกใช้พอร์ตการลงทุนแบบ 60/40 อยู่ในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสูงสุด 96% และต่ำสุดที่ 51%

มุมมองพอร์ตการลงทุนเริ่มต้น

  • Europe เน้นหุ้นยุโรปขนาดเล็ก หลังมูลค่าเริ่มมีความน่าสนใจ หุ้นยุโรปขนาดเล็กจำนวนมากได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
  • Health Care กลุ่มสุขภาพมีศักยภาพการทำกำไรสูง
  • Infrastructure กำไรต่อหุ้นของกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มฟื้นตัวสูง
  • India หุ้นอินเดียมีการเติบโตของกำไรและแนวโน้มราคาที่ดี อีกทั้งยังมีหนี้ตํ่า มีหุ้น IPO ต่อเนื่องและมีหุ้นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
  • Commodities วิกฤติพลังงานจะขับเคลื่อนโภคภัณฑ์ และเราคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในตะวันตกและจีนจะช่วยสนับสนุนโภคภัณฑ์

คำถามที่น่าสนใจ

1.ความแตกต่าง AWS กับ Alpha Focus

  • AWS ความเสี่ยงต่ำกว่า และคาดหวังผลตอบแทน 6-7% ส่วน AWAF คาดหวัง 8% ขึ้นไป
  • เพิ่ม Region 
  • Universe การลงทุน 30 กอง : AWAF จะลงทุนใน 8 กองทุนที่มีความแตกต่างกันจากทั้งหมด 30 กองทุน
  • Alpha Focus มีสัดส่วนหุ้นโดยเฉลี่ย 73% ขณะที่ AWS มีสัดส่วนหุ้นขณะนี้ 65

2.เปรียบเทียบแผนการลงทุน GAR vs All weather Alpha Focus

  • GAR มีการปรับพอร์ตตามสถานการณ์ ซึ่งเสียโอกาสเวลาตลาด turn ขณะที่ AWAF ไม่ดึง Cash ลงมา (Market Timing  น้อยกว่า GAR)

3.Alpha Focus สามารถลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ DCA ได้หรือไม่

  • สามารถลงทุนแบบ DCA ได้ แต่ไม่เหมาะกับการ Timing

4.เราจะมีการบริหารความเสี่ยงอย่างไร จะใช้กลยุทธ์การ Stop Loss ด้วยหรือไม่

  • การบริหารความเสี่ยง ไม่เน้นการ Stop loss เหมือนหุ้นรายตัว เนื่องจากราคาหุ้นรายตัวมีโอกาสปรับตัวลงมาเท่ากับ 0 แต่กองทุนแตกต่างกัน  แผนการลงทุน Alpha Focus จะใช้การจัดสรรสินทรัพย์ไปยังสินทรัพย์ต่างๆ และการกระจายการลงทุน(Asset Allocation) เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต

5.แผนการลงทุนใครเป็นคนสร้างขึ้นมาบ้าง

  • กลยุทธ์ทุกอย่างจะออกมาจากทางทีมคุณAndrew   แต่หลังจากนั้นคุณAndrew จะส่งกลยุทธ์ให้ทางทีมFinnomena ช่วยดูและช่วยเลือกกองเข้ามาอีกที ซึ่งหลังจากเลือกกองมาได้แล้วเราจะมาdiscuss กันอีกทีเกี่ยวกับกองแต่ละกอง

สรุป FINNOMENA LIVE “รู้จัก TINA Effect พร้อมตรวจจับ Bubble หุ้น US” 21/10/64

TINA Effect หรือย่อมาจาก There is No Alternative เป็นผลจากเงินในระบบที่มีมหาศาล แต่สินทรัพย์ลงทุนที่มีมูลค่าเหมาะสมคุ้มเสี่ยงในปัจจุบันหาได้ยาก โดยแนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวลดลงในระยะยาว จากเงินเฟ้อในระยะยาวที่ต่ำจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจำนวนมากต่ำหรือติดลบ ซึ่ง Bond เป็นสัดส่วนการลงทุนหลักของนัลงทุนสถาบันและภาครัฐ  เช่น Pension Fund ทำให้ผลตอบแทนคาดหวังมีแนวโน้มลดลง และมีการปรับตัวเพื่อลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นในปีที่ผ่านมา

เมื่อเราเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนในพันธบัตรจะพบว่านักลงทุนมีแนวโน้มลงทุนในที่ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น High Yield Bond และ Emerging Market Bond แต่คาดหวังผลตอบแทนน้อยลงเรื่อยๆ เห็นได้จาก spread เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลต่ำสุดตั้งแต่ 2005 ทำให้เราคาดว่าหลังจากนี้เม็ดเงินลงทุนจะเข้ามาลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นเพื่อหวังผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

เราลองวิเคราะห์มูลค่าตลาดผ่าน CAPE (Cyclically-adjusted PE) ซึ่งเป็นการดู PE ที่ใช้ค่าเฉลี่ยกำไร (E) ในอดีต 10 ปี และปรับผลของเงินเฟ้อออกจากตัวเลขทั้งหมดเพื่อดูมูลค่าตลาดในระยะยาวและความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้นออกไป และพบว่า Valuation ของตลาดสหรัฐตึงตัวแต่ยังไม่เท่าช่วง Dot-Com Bubble ที่ S&P 500 Shiller P/E อยู่ที่ 44.20 เทียบกับปุจจุบันนี้ที่ 38.34 เท่า

เมื่อวัดด้วย Excess CAPE Yield ซึ่งเป็นการนำ CAPE ลบด้วยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปรับด้วยเงินเฟ้อ เพื่อดูความคุ้มค่าของตลาดหุ้นเทียบกับลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลก็จะพบเช่นเดียวกันว่ามีส่วนเพิ่มอยู่ที่ 3.2% ส่วน Earning Yield Gap อยู่ที่ 2.5% สะท้อนว่า Valuation อยู่ในระดับกลางๆยังห่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงิน และมีความน่าสนใจเนื่องจาก Earning surprised ของผลประกอบการในไตรมาสที่สามดีกว่าคาด

เมื่อพิจารณาความเสี่ยงจากนโยบายทางการเงิน จะพบว่าในช่วงที่มีความกังวล Taper tantrum ในปี 2013 ความเสี่ยงของหุ้นน้อยกว่า bond โดยแม้จะมีการปรับตัวย่อลงแรงกว่า แต่สามารถใช้เวลาน้อยกว่าในการปรับตัวขึ้นและให้ผลตอบแทนที่มากกว่า

ด้านความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่ Fed ให้ Target ที่ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อที่ 2% เราพิจาณาจาก Core PCE ระยะ 1 ปี อยู่ที่ 2.53% 3 ปี อยู่ที่ 1.93% และ 5 ปี อยู่ที่ 1.88% ซึ่งเรามองว่าการที่ Fed ให้เป้าหมายเงินเฟ้อดังกล่าวทำให้มีการยินยอมที่จะให้เงินเฟ้อเกินเป้าหมายได้ในระยะเวลาสั้นๆ ส่งผลให้แรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน้อย จึงมองว่าความเสี่ยงจากนโยบายทางการเงินมีไม่มาก ซึ่งแรงกดดันหลักของเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ราคาพลังงานที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 8 ปีและอาจจะกระทบค่าแรงขั้นต่ำในอนาคต