แผนการลงทุน All-Weather Alpha Focus โดย คุณ Andrew Stotz (ลงทุนผ่าน Finnomena)

สรุปแผนการลงทุน All-Weather Alpha Focus (AWAF) วันที่ 27/10/64

รายละเอียดพอร์ตการลงทุน

เงินลงทุนแนะนำเริ่มต้น 2ล้านบาท

เงินลงทุนขั้นต่ำครั้งต่อไป 100,000 บาท

Expected Return 8% ต่อปี ผลตอบแทนในระยะยาว 3-5 ปี


กรอบการลงทุน

Opportunistic หาโอกาสผ่านสินทรัพย์หลายประเภท อุตสาหกรรม ธีมการลงทุนต่างๆเพื่อสร้าง Alpha โดยใช้หลัก FVMR หากมองเห็นความน่าสนใจในธีมการลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนั้น

Global เน้นการลงทุนทั่วโลก ลด home bias จากการลงทุนในประเทศบ้านเกิดที่เรารู้จักมากกว่า และทำให้สามารถหาโอกาสการลงทุนได้กว้างกว่า

Long-term สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวยาว จากการลงทุนในหุ้น เนื่องจากในระยะยาว หุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์อื่น

Defensive พร้อมตั้งรับและตั้งเป้าหมายที่จะลดการขาดทุนให้มากที่สุดในช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำเช่น การย้ายไปลงทุนในกลุ่ม Defensive หรือพันธบัตรและทองคำ


จุดมุ่งหมายในการลงทุน

1.มุ่งสร้างผลตอนแทนเทียบความเสี่ยงให้สูงที่สุด เน้นสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ระยะยาวทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงของตลาดหุ้น ผ่านกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในสินทรัพย์หลากชนิดตามกลุ่มอุตสาหกรรม ภูมิภาคและธีมการลงทุนต่างๆ สามารถลงทุนระยะยาว โดยไม่ต้องคอยติดตามตลาด และลงทุนในกลยุทธ์ที่มีการวิจัยและทดสอบย้อนหลัง

2.มีแผนและวินัยการลงทุนที่ชัดเจน ผ่าน FVMR Framework

FVMR Framework

Fundamental : ปัจจัยพื้นฐาน เช่นการเติบโตของกำไร ลงทุนในบริษัทที่มีการบริหารที่ดีและมีการเติบโต

Valuation : ลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง 

Momentum : มองหาการลงทุนที่มี positive earning momentum และมีแนวโน้มราคาในเชิงบวก ไม่งั้นจะเกิด value traps (ถูกแล้วถูกเลย) 

Risk : เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงด้านกำไรและการเงินต่ำ มีมูลค่าเติบโตต่อเนื่อง ไม่ผันผวน

มีหุ้นโลกเป็นแกนหลัก 25% และมีการปรับสัดส่วนเชิงรับและเชิงรุกจากแกนหลักเพื่อเพิ่ม Alpha ให้พอร์ต

3.ลงทุนทั่วโลก หาโอกาส ถือระยะยาวพร้อมการลงทุนแบบตั้งรับ

Global เป็นการลดความเสี่ยงจากการเกิด Home Bias และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเช่น การกระจุกตัวในอุตสาหกรรม ความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงจากการสกุลเงินท้องถิ่น และความเสี่ยงด้านการเมือง

Oppotunity

  • Asset Class ถ้าหุ้นโลกมีมูลค่าสูงเกินไป สามารถหาโอกาสในสินทรัพย์อื่น
  • Sector ถ้าราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น จะปรับสัดส่วนไปยังสินค้าโภคภัณฑ์และกลุ่มพลังงาน
  • Region มองตลาดเกิดใหม่และประเทศจีนที่มีความน่าสนใจ
  • Theme เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงเงินเฟ้อเป็นขาขึ้น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์

Long Term เน้นการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์หลักคือหุ้น เนื่องจากหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว และปรับสัดส่วนเป็นเชิงรับ เช่นในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008, เพิ่มสัดส่วนในหุ้นจีนในปี 2013, แต่บางทีก็มีความผิดพลาดเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน Brexit และผลการเลือกตั้งสหรัฐในปี 2016 แต่ในการลงทุนระยะยาวความผิดในระยะสั้นสามารถแก้ไขได้

Defensive Alpha สามารถสร้างได้จากการลดความสูญเสียเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง ซึ่งใช้สินทรัพย์ เช่น ทองคำและปรับเข้ากลุ่ม defensive ปรับสัดส่วนเข้าภูมิภาคหรือ theme ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือความสัมพันธ์ต่ำในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง

4.Backtesting เพื่อสร้างกลยุทธ์

  • สัดส่วนการลงทุนแต่ละกองทุนอยู่ระหว่าง 1-25% และการปรับพอร์ตอาจจะเปลี่ยนการถือสินทรัพย์ได้ถึง 70% ของพอร์ต
  • เลือกใช้พอร์ตการลงทุนแบบ 60/40 อยู่ในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสูงสุด 96% และต่ำสุดที่ 51%

มุมมองพอร์ตการลงทุนเริ่มต้น

  • Europe เน้นหุ้นยุโรปขนาดเล็ก หลังมูลค่าเริ่มมีความน่าสนใจ หุ้นยุโรปขนาดเล็กจำนวนมากได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
  • Health Care กลุ่มสุขภาพมีศักยภาพการทำกำไรสูง
  • Infrastructure กำไรต่อหุ้นของกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มฟื้นตัวสูง
  • India หุ้นอินเดียมีการเติบโตของกำไรและแนวโน้มราคาที่ดี อีกทั้งยังมีหนี้ตํ่า มีหุ้น IPO ต่อเนื่องและมีหุ้นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
  • Commodities วิกฤติพลังงานจะขับเคลื่อนโภคภัณฑ์ และเราคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในตะวันตกและจีนจะช่วยสนับสนุนโภคภัณฑ์

คำถามที่น่าสนใจ

1.ความแตกต่าง AWS กับ Alpha Focus

  • AWS ความเสี่ยงต่ำกว่า และคาดหวังผลตอบแทน 6-7% ส่วน AWAF คาดหวัง 8% ขึ้นไป
  • เพิ่ม Region 
  • Universe การลงทุน 30 กอง : AWAF จะลงทุนใน 8 กองทุนที่มีความแตกต่างกันจากทั้งหมด 30 กองทุน
  • Alpha Focus มีสัดส่วนหุ้นโดยเฉลี่ย 73% ขณะที่ AWS มีสัดส่วนหุ้นขณะนี้ 65

2.เปรียบเทียบแผนการลงทุน GAR vs All weather Alpha Focus

  • GAR มีการปรับพอร์ตตามสถานการณ์ ซึ่งเสียโอกาสเวลาตลาด turn ขณะที่ AWAF ไม่ดึง Cash ลงมา (Market Timing  น้อยกว่า GAR)

3.Alpha Focus สามารถลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ DCA ได้หรือไม่

  • สามารถลงทุนแบบ DCA ได้ แต่ไม่เหมาะกับการ Timing

4.เราจะมีการบริหารความเสี่ยงอย่างไร จะใช้กลยุทธ์การ Stop Loss ด้วยหรือไม่

  • การบริหารความเสี่ยง ไม่เน้นการ Stop loss เหมือนหุ้นรายตัว เนื่องจากราคาหุ้นรายตัวมีโอกาสปรับตัวลงมาเท่ากับ 0 แต่กองทุนแตกต่างกัน  แผนการลงทุน Alpha Focus จะใช้การจัดสรรสินทรัพย์ไปยังสินทรัพย์ต่างๆ และการกระจายการลงทุน(Asset Allocation) เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต

5.แผนการลงทุนใครเป็นคนสร้างขึ้นมาบ้าง

  • กลยุทธ์ทุกอย่างจะออกมาจากทางทีมคุณAndrew   แต่หลังจากนั้นคุณAndrew จะส่งกลยุทธ์ให้ทางทีมFinnomena ช่วยดูและช่วยเลือกกองเข้ามาอีกที ซึ่งหลังจากเลือกกองมาได้แล้วเราจะมาdiscuss กันอีกทีเกี่ยวกับกองแต่ละกอง

สรุป FINNOMENA LIVE “รู้จัก TINA Effect พร้อมตรวจจับ Bubble หุ้น US” 21/10/64

TINA Effect หรือย่อมาจาก There is No Alternative เป็นผลจากเงินในระบบที่มีมหาศาล แต่สินทรัพย์ลงทุนที่มีมูลค่าเหมาะสมคุ้มเสี่ยงในปัจจุบันหาได้ยาก โดยแนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวลดลงในระยะยาว จากเงินเฟ้อในระยะยาวที่ต่ำจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจำนวนมากต่ำหรือติดลบ ซึ่ง Bond เป็นสัดส่วนการลงทุนหลักของนัลงทุนสถาบันและภาครัฐ  เช่น Pension Fund ทำให้ผลตอบแทนคาดหวังมีแนวโน้มลดลง และมีการปรับตัวเพื่อลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นในปีที่ผ่านมา

เมื่อเราเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนในพันธบัตรจะพบว่านักลงทุนมีแนวโน้มลงทุนในที่ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น High Yield Bond และ Emerging Market Bond แต่คาดหวังผลตอบแทนน้อยลงเรื่อยๆ เห็นได้จาก spread เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลต่ำสุดตั้งแต่ 2005 ทำให้เราคาดว่าหลังจากนี้เม็ดเงินลงทุนจะเข้ามาลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นเพื่อหวังผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

เราลองวิเคราะห์มูลค่าตลาดผ่าน CAPE (Cyclically-adjusted PE) ซึ่งเป็นการดู PE ที่ใช้ค่าเฉลี่ยกำไร (E) ในอดีต 10 ปี และปรับผลของเงินเฟ้อออกจากตัวเลขทั้งหมดเพื่อดูมูลค่าตลาดในระยะยาวและความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้นออกไป และพบว่า Valuation ของตลาดสหรัฐตึงตัวแต่ยังไม่เท่าช่วง Dot-Com Bubble ที่ S&P 500 Shiller P/E อยู่ที่ 44.20 เทียบกับปุจจุบันนี้ที่ 38.34 เท่า

เมื่อวัดด้วย Excess CAPE Yield ซึ่งเป็นการนำ CAPE ลบด้วยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปรับด้วยเงินเฟ้อ เพื่อดูความคุ้มค่าของตลาดหุ้นเทียบกับลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลก็จะพบเช่นเดียวกันว่ามีส่วนเพิ่มอยู่ที่ 3.2% ส่วน Earning Yield Gap อยู่ที่ 2.5% สะท้อนว่า Valuation อยู่ในระดับกลางๆยังห่างจากช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงิน และมีความน่าสนใจเนื่องจาก Earning surprised ของผลประกอบการในไตรมาสที่สามดีกว่าคาด

เมื่อพิจารณาความเสี่ยงจากนโยบายทางการเงิน จะพบว่าในช่วงที่มีความกังวล Taper tantrum ในปี 2013 ความเสี่ยงของหุ้นน้อยกว่า bond โดยแม้จะมีการปรับตัวย่อลงแรงกว่า แต่สามารถใช้เวลาน้อยกว่าในการปรับตัวขึ้นและให้ผลตอบแทนที่มากกว่า

ด้านความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่ Fed ให้ Target ที่ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อที่ 2% เราพิจาณาจาก Core PCE ระยะ 1 ปี อยู่ที่ 2.53% 3 ปี อยู่ที่ 1.93% และ 5 ปี อยู่ที่ 1.88% ซึ่งเรามองว่าการที่ Fed ให้เป้าหมายเงินเฟ้อดังกล่าวทำให้มีการยินยอมที่จะให้เงินเฟ้อเกินเป้าหมายได้ในระยะเวลาสั้นๆ ส่งผลให้แรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน้อย จึงมองว่าความเสี่ยงจากนโยบายทางการเงินมีไม่มาก ซึ่งแรงกดดันหลักของเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ราคาพลังงานที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 8 ปีและอาจจะกระทบค่าแรงขั้นต่ำในอนาคต

หัวข้อสำหรับมือใหม่ภาคที่ 3 Hongvalue

มีคนรู้จักมาถามผมว่าการลงทุนถ้าเค้าคาดหวังให้เขามีกำไรเป็นประจำทุกเดือนผมมีความคิดเห็นว่าอย่างไร ผมก็เลยตอบเขาไปว่า การลงทุนไม่ได้มีธรรมชาติแบบนั้น การได้รายได้ประจำเป็นธรรมชาติของคนที่ทำงานประจำหรือเก็บดอกเบี้ยกินค่าเช่ามากกว่าไม่ใช่จากการลงทุนในหุ้น ยกเว้นว่าคำนวณไว้ว่าได้เงินปันผลต่อปีเท่าไหร่แล้วหารเฉลี่ยว่ามีรายได้จากเงินปันผลใช้ต่อเดือนเท่าไหร่อันนั้นถึงจะคำนวณได้แต่ถ้าส่วนต่างจากราคาหุ้นไม่มีทางที่จะประเมินได้ว่าจะได้ต่อเดือนเท่าไหร่ ดีไม่ดีบางเดือนขาดทุนด้วยซ้ำ ผมไม่แน่ใจว่ามีคนคิดแบบเพื่อนผมคนนี้อีกมากน้อยแค่ไหนก็เลยเป็นที่มาของบทความนี้

คำเตือน หุ้นที่ผมยกตัวอย่างทั้งหมดในบทความนี้เป็นหุ้นที่ผมเคยซื้อและขายไปแล้วไม่ได้ติดชื่อผู้ถือหุ้นแล้วในตอนนี้ ดังนั้นเป็นการเขียนเพื่อให้เห็นภาพจากบทความเท่านั้น

สิ่งที่การลงทุนแตกต่างจากงานประจำคือการลงทุนมันไม่สนว่าคุณจะใช้เวลากับมันมากน้อยแค่ไหน การลงทุนถ้าคุณทำมันได้แย่ต่อให้คุณใช้เวลาในการดูราคาหุ้นและนั่งติดตามข่าวสารทั้งวัน คุณก็จะขาดทุนไปตลอดซึ่งแตกต่างจากการที่คุณใช้แรงงานในการทำงานประจำซึ่งคุณก็จะได้ผลตอบแทนตามที่ตกลงกับบริษัทไว้

ผมยกตัวอย่างตัวของผมในปีที่แล้ว(2020) สี่เดือนแรกค่อนข้างเป็นช่วงเวลาที่หฤโหดมากช่วงที่ผมท้อใจอยู่ช่วงหนึ่งตอนที่หุ้นเซอร์กิตเบรค เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากพอสมควรสำหรับผม ครึ่งปีแรกพอร์ตของผมติดลบและในจุดต่ำสุดของช่วงเดือน 3-4 ในปี 2020 พอร์ตผมลดจากปลายปี 2019 ประมาณ 40 ถึง 45% ตอนนั้นผมไปออกรายการเวลมีอัพพอดีคุณเฟิร์นที่เป็นพิธีกรถามว่าพอร์ตผมเสียหายเยอะไหม ผมก็บอกเค้าไปว่าติดลบประมาณนี้และผมก็บอกไปว่าผมเชื่อว่าหลังจากนั้นพอร์ตของผมจะทำจุดสูงสุดใหม่

แล้วพอร์ตของผมก็ทำจุดสูงสุดใหม่ในการลงทุนได้ในช่วงไตรมาสสี่ของปี 2020 โดยหุ้นที่ทำกำไรได้หลักๆในตอนนั้นคือ ivl และตัวอื่นๆหลายตัวเช่น ner noble rcl scgp thre 

ประเด็นที่ผมอยากสื่อคือแม้ว่าปีที่แล้วพอร์ตของผมจะ + แต่ว่าช่วงขึ้นอย่างมีนัยยะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ตรงข้ามสี่เดือนแรกที่ค่อนข้างย่ำแย่มาเกือบครึ่งปี ผมถึงไม่เคยคิดว่าการลงทุนเป็นรายได้ประจำคุณอาจจะขาดทุนอยู่หลายเดือนแล้วคุณก็อาจจะพลิกสถานการณ์มากำไรม้วนเดียว ทำให้การขาดทุนกลายเป็นกำไรโดยรวมได้ แต่มันไม่ใช่ว่าผมกำไรในหุ้นทุกเดือนเท่ากันเหมือนได้เงินเดือนประจำ(ปีนี้สถานการณ์ค่อนข้างตรงข้ามกับปีที่แล้วคือสามเดือนแรกของปีค่อนข้างดีมากหลังจากนั้นค่อนข้างจะทรงทรงลงลง) สิ่งที่ผมต้องการสื่อคือความยากของการลงทุนในช่วงเวลาที่คุณย่ำแย่คุณยังเชื่อหรือเปล่าว่าคุณมีศักยภาพพอที่จะดียิ่งกว่าจุดที่คุณเคยเป็น

ถ้าในช่วงที่ย่ำแย่ถ้าคุณเริ่มไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองผมว่านั่นจะทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมากลายเป็นหนังคนละม้วน ดังนั้นการอยู่ในสภาพแวดล้อมของคนที่มองโลกในแง่บวกเป็นเรื่องสำคัญมาก

ประเด็นต่อมาคือคุณก็ต้องมีความสามารถที่จะทำให้พอร์ตนิวไฮได้จริงด้วยไม่ใช่คุณแค่นั่งนั่งนอนนอนแล้วก็เชื่อว่าถ้าตัวเองเชื่อจะทำให้ตัวเองพอร์ทนิวไฮได้ ผมเชื่อเรื่องของการลงมือทำไม่เชื่อในเรื่องของการคาดหวังลมๆแล้งๆ

การลงทุนคนมักพูดแค่ว่าต้องทำยังไงเพื่อหาหุ้นได้ดีแต่ประเด็นก็คือแล้วช่วงเวลาที่ไม่ดีมีกี่คนที่ถอดใจแล้วล้มเลิกไปแล้วไม่ได้กอบโกยกลับมา 

ข้อแนะนำของผมสำหรับนักลงทุนมือใหม่ถ้าอยากกำไรระยะยาวให้คุณคิดไว้เลยว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องมีช่วงเวลาที่ยากลำบากและการที่คุณขาดทุนในบางครั้งไม่ได้หมายความว่าคุณแพ้ มีคำกล่าวว่าแพ้ศึกได้แต่ขอให้ชนะสงคราม หมายความว่าการเล่นหุ้นหลายตัวคุณอาจจะมีลงทุนผิดพลาดบ้าง แต่ครั้งที่ผิดพลาดการขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์ขอให้น้อยหรือเป็นสัดส่วนที่ไม่ได้ลงอย่างมีนัยยะ แต่ครั้งที่ได้กำไรให้ได้มากกว่าเปรียบเหมือนกับคุณอาจจะรบแพ้ในบางเมืองแต่สุดท้ายชนะสงครามโดยรวมคุณยึดพื้นที่มาได้เยอะกว่าแม้ว่าอาจจะเสียพื้นที่บางส่วนไปบ้าง  แต่โดยรวมแล้วคือภาพใหญ่คุณชนะ แพ้ศึกในบางเมืองแต่ไม่ได้เสียเอกราช

ดังนั้นเวลาคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่แล้วคุณเลือกหุ้นบางตัวในพอร์ตผิดพลาด คุณควรจะมองภาพรวมของพอร์ตทั้งหมดมากกว่ามองแค่หุ้นตัวที่ขาดทุนสมมุติว่าจบปีคุณทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายระยะยาวแล้วผลตอบแทนของคุณชนะตลาดผมคิดว่าการมีหุ้นที่แพ้บ้างในพอร์ตไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมยังนึกถึงตอนที่ผมขาดทุนครั้งแรกแรกตอนผมอยู่มหาลัยความรู้สึกมันเลวร้ายสิ้นหวังหดหู่มาก ถามว่าทุกวันนี้บางครั้งเวลาขาดทุนยังรู้สึกแย่ไหมก็ยังมีรู้สึกแย่บ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกรุนแรงเท่าสมัยก่อนเหมือนรูปที่อยู่ด้านล่าง(credit ภาพจากใน fb ขออภัยจำเพจไม่ได้) ดังนั้นสำหรับมือใหม่หลายคนที่ท้อแท้ในช่วงนี้คุณเข้าใจไว้เลยครับว่าการขาดทุนเป็นส่วนนึงของการลงทุน

ประเด็นต่อมาคือคำคมคำหนึ่ง ที่มีคุณค่ามากก็คือการลงทุนในตัวเองเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ผมยกตัวอย่างของตัวเองเพื่อให้เห็นภาพสมัยประมาณปี 2008 ผมเคยมีโอกาสไปอบรมเกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกับ tvi ตอนนั้นจริงๆแล้วผมไม่ได้ไปอบรมเพราะผมคิดว่าหุ้นปิโตรจะดีนะเพราะตอนนั้นหุ้นปิโตรกำลังจะเข้าสู่ขาลงมากกว่า เพราะมันดีมาหลายปีมากแล้ว ผมแค่อยากรู้ว่าหุ้นกลุ่มนี้ต้องวิเคราะห์ยังไง ไม่ต้องทำกำไรก็ได้แต่เราอยากวิเคราะห์ให้เป็น ไม่น่าเชื่อว่าการลงทุนทางความรู้ตัวเองในวันนั้นจะทำให้ในอนาคตต่อมาผมมีโอกาสได้ซื้อหุ้นเปลี่ยนชีวิตของผมคือ ptl ในตอนปี 2010 และมีโอกาสซื้อหุ้น ivl และ ivl-w2ในช่วงปลายปี 17 และยังได้ลงทุน ivl แถว 23 ตอนปี 2020 เรียกว่าได้กำไรจากหุ้นกลุ่มนี้แบบมีนัยยะกับพอร์ตการลงทุนมากๆ

ดังนั้นถ้าคุณหวังจะให้การลงทุนเลี้ยงชีพได้คุณต้องลงทุนในความรู้ของตัวคุณเองให้มากถึงมากที่สุดแล้ววันหนึ่งความรู้บางอย่างที่คุณลงทุนไว้จะสามารถได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าอย่างที่คุณคาดไม่ถึง 

แต่แน่นอนว่ามีความรู้อีกเยอะมากๆที่ผมลงทุนไปแล้วผมไม่ได้ใช้ทำเงินได้ ยกตัวอย่างเช่นความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ หรือความรู้เกี่ยวกับหุ้นประกันชีวิต ที่ผมศึกษานานมากๆและเคยทุ่มเล่นไปแต่ขายขาดทุนออกมา เพราะงบที่ประกาศออกมาผิดจากที่คาดเอาไว้อย่างมีนัยยะ หรือหุ้นโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ผมใช้เวลานั่งศึกษานานมาก แต่ราคาที่ผมซื้อก็อาจจะเป็นราคาที่ตลาดมีความคาดหวังในอนาคตไปเยอะมาก และโครงการของบริษัทหลังจากนั้นก็ได้ค่าไฟที่ต่ำกว่าโครงการแรกแรกอย่างมีนัยยะทำให้มาจิ้นลดลง ผมก็ขายขาดทุนไปหลาย 10% ดังนั้นผมก็ไม่รู้ว่า องค์ความรู้ไหนบ้างจะทำเงินได้ เวลาที่คุณพยายามหาความรู้เป็นเวลานานและลงทุนไปแล้วได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม คุณจะรู้สึกว่าโลกนี้มันโหดร้าย มันเปรียบเหมือนกับว่าคุณตั้งใจทำงานเต็มที่แต่พอคุณจะเบิกค่าแรงบริษัทปิดตัวหนีไป

ดังนั้นผมเองต่อให้ลงทุนในความรู้ตัวเองมามากแค่ไหน ผมก็ยังคงมีหุ้นที่ซื้อแล้วขาดทุน ผมไม่ใช่เทพเทวดาที่ไหนที่จะซื้อขายหุ้นทุกครั้งแล้วไม่ขาดทุน ดังนั้นการมีความรู้และมีวินัยทางการลงทุนอาจจะเป็นตัวการันตีว่าระยะยาวพอร์ตของคุณจะนิวไฮได้แต่ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าคุณจะไม่มีการขาดทุนเกิดขึ้นในพอร์ต 

เหตุผลของการที่มีความรู้แล้วยังขาดทุนได้มีหลายอย่างยกตัวอย่างเช่นความรู้ที่คุณมีจริงๆแล้วคุณไม่ได้รู้อย่างถ่องแท้ทำให้เวลาคุณประเมินกิจการคุณประเมินแบบผิดสมมุติฐานต่อสภาวะความเป็นจริงปรากฏขึ้นคุณก็ขาดทุน เช่นตอนที่ผมขาดทุนหุ้นประกันชีวิตเมื่อหลายปีก่อน

หรือคุณอาจจะประเมินถูกแต่มีสถานการณ์บางอย่างที่เกินคาดมาทำให้คุณผิด เช่น มีใครคาดคิดว่าจะมีโรคระบาดขนาดนี้จนกระทั่งคนออกจากบ้านไม่ได้แล้วหลายกิจการก็ต้องกระทบอย่างหนักตรงนี้ต่อให้คุณเข้าใจกิจการดีคุณก็ขาดทุน

บริษัททำผลงานได้แย่กว่าที่คุณคิดเกิดจากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงกว่าที่คิด หรือ ผบห แย่กว่าคิด อันนี้ก็มีหลายตัวที่หลังจากผมซื้อไปบริษัทและผู้บริหารทำผลงานได้แย่ผมก็ขาดทุน

บทความซีรี่ย์สำหรับมือใหม่ภาคต่อไปจะเป็นภาคสุดท้ายแล้วนะครับ